วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

 มังกรจากมิติที่เหนือกว่า

"การย้อนเวลา การเดินทางข้ามไปอนาคต ไม่สามารถเป็นไปได้ การย้อนเวลา การเดินทางข้ามไปในอนาคต ที่เป็นไปไม่ได้นั้น ความจริงแล้ว เป็นไปได้ แต่ต้องทำในมิติอื่นเท่านั้น อะไรก็ตามที่ไม่สามารถได้ในวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน อะไรก็ตามที่มีอยู่ในสมมติฐานแต่ไม่มีอยู่จริงในความเป็นจริง เพราะมันมีอยู่จริงในมิติอื่น อธิบายได้ในมิติอื่น และหากมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในมิติอื่น ๆ นั้น ห้ามให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเข้ามาในมิติของเราเด็ดขาด สิ่งมีชีวิตต่างมิติตัวเดียวก็สามารถทำลายระบบสุริยะทั้งระบบได้"

ทฤษฎีบูลต้อน–ปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์

นี่คือทฤษฎีที่เสนอโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์ แต่ตัวเขาได้ตายไปเมื่อ1ปีที่แล้ว(ค.ศ.2023)

เขาตั้งชื่อทฤษฎีของเขาว่า "ทฤษฎีบูลต้อน" ซึ่งตั้งตามชื่อสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งในเรื่องอุลตร้าแมน

เขามักเน้นย้ำหลายครั้ง ว่าจะมีสัตว์ประหลาดจากมิติที่เหนือกว่า "ดูด" ดวงดาว ดูดที่ว่าก็คือดูดทุกอย่างของดาวทั้งดาวฤกษ์และดาวเคราะห์

หลังจากทฤษฎีบูลต้อนถูกพัฒนาโดยสมบูรณ์ หลังจากนั้น สิบห้าวัน ตัวปฏิพัทธิ์ ปิ่นรัตน์ได้บอกกับชุมชนนักวิทยาศาสตร์ว่า "สิ่งมีชีวิตจากมิติที่เหนือกว่าจะดูดทุกอย่างจากโลกไป" แล้วก็ได้เสนอสมการที่เอาไว้จัดการไม่ให้โลกนี้ถูกสิ่งมีชีวิตจากมิติที่เหนือกว่าดูดไป

แต่ไม่มีใครสน จนกระทั่งเขาตาย

หลังจากนั้นครึ่งปี ก็มีคนสองสามคนตื่นตระหนกบอกกับทุกคน โลกจะถูกสิ่งมีชีวิตจากมิติที่เหนือกว่าดูดทุกอย่างไปจนโลกนี้โดนทำลาย

จนกระทั่งปีนี้

อยู่ๆก็มีมังกรที่ร่างกายเหมือนทำมาจากพลาสติกที่โปร่งใสปรากฏจากอวกาศทะลุท้องฟ้ามาที่โลกโดยที่ร่างของมันยาว ยาวซะจนเห็นแต่หัวที่โคตรจะยาวของมันเท่านั้น แต่ไม่เห็นส่วนลำตัวและหาง

หากเห็นส่วนลำตัวและหางมันอาจจะยาวยิ่งกว่านี้อีก

เครื่องบินรบทำการยิงจรวดใส่ แต่จรวดทะลุตัวมันไปทุกลูก ประหนึ่งมันเป็นอากาศธาตุ

จากนั้นมันก็อ้าปากแล้วจุ่มตัวเองลงไปในน้ำ

มหาสมุทรน้ำแห้ง ทะเลน้ำแห้ง ทะเลสาบน้ำแห้ง แม่น้ำน้ำแห้ง ภูเขาไฟทุกลูกบนโลกปะทุพร้อมกัน ทั่วชั้นบรรยากาศโลกปกคลุมไปด้วยควันสีดำและแสงสีแดง

จากนั้นดาวโลกก็ระเบิด

วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

 สัตว์ประหลาดสายรุ้ง

"สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง"  "สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง"

"สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง"  "สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง"

"สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง" "สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง"

"สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง" "สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง"

"สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง" "สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง"

ประโยคเดียวกันที่ถูกพูดถึงสิบครั้งข้างต้นเป็นเสียงพึมพำของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกทีมกู้ภัยพบในซากตึก

นักวิทยาศาสตร์หนุ่มคนหนึ่งกับเพื่อนของเขาที่เป็นนักสืบเอกชนค้นหาข้อมูลในบ้านนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่ตายไปแล้ว

นักวิทยาศาสตร์หนุ่มพบสมุดบันทึกเล่มหน้าเตอะ เขาเปิดสมุดออกดู หน้าแรกมีข้อความว่า สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง

ไม่ว่านักวิทยาศาสตร์หนุ่มจะเปิดสมุดบันทึกไปยังหน้าใดๆก็ล้วนมีแค่ประโยคเดียว สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง

ทางนักสืบเอกชนผู้เป็นเพื่อนกับเขา นักสืบผู้นั้นเจอสมุดบันทึกเล่มหนาเตอะอีกเล่ม และไม่ว่าจะเปิดไปยังหน้าใด ก็มีแค่ประโยคเดียว สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง

"สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง"

"เหมือนกัน สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง"

"เล่มนั้นก็เขียนว่าสัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมืองเหมือนกันเหรอ?"

"ใช่ สัตว์ประหลาดจะยิงรุ้งทำลายเมือง"

ที่ใจกลางกรุง

ทันใดนั้น สัตว์ประหลาดเหมือนกิ้งก่าบ้านมีแผงกระดูกบนหลังสองแถวแบบไดโนเสาร์สเตโกซอรัส เข้ามาอยู่ใจกลางกรุงแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

รุ้งปรากฏจากแผงกระดูกบนหลังสัตว์ประหลาด

แล้วรุ้งก็ทำหน้าที่ของมัน

สภาพกรุง เหมือนฝุ่นโดนไม้กวาดกวาดไป แต่เปลี่ยนจากฝุ่นเป็นตึกคอนกรีตที่เห็นได้ทั่วไปในกรุงเทพที่แสนรถติด เปลี่ยนจากไม้กวาดเป็นรุ้งที่สร้างระเบิดลูกไฟเมื่อสัมผัสโดนคอนกรีต

เหมือนแก๊งเด็กซิ่งมอเตอร์ไซค์ ที่ซิ่งบนพื้นน้ำขังแล้วน้ำปริมาณมากกระเซ็นใส่คนเดินบนทางเท้า แต่เปลี่ยนจากคนเดินบนทางเท้าเป็นตึกกระจกระฟ้า เปลี่ยนจากน้ำกระเซ็นเป็นระเบิดไฟกระเซ็น

เหมือนเทน้ำที่ซักผ้าเสร็จลงบนพื้น แต่เปลี่ยนพื้นเป็นตึกศิวิไลซ์ ตึกคอนกรีตบ้าง ตึกกระจกบ้าง เปลี่ยนจากน้ำซักผ้าเป็นระเบิดจากรุ้ง

กรุงโดนกวาดสิ้น